|
1.ทำความเข้าใจกับตัวอักษร romanji เบื้องต้น |
5 คำเลียนเสียงธรรมชาติ |
| 2 รูปประโยคในภาษาญี่ปุ่น |
6 การให้ของขวัญ |
| 3 คำกริยา |
7 ศาสนาพุทธและพระสงฆ์ในญี่ปุ่น |
| 4 สำนวนญี่ปุ่น |
8 ที่มาชองคำว่านิบปอง หรือ นิฮอง |
|
1.ทำความเข้าใจกับตัวอักษร romanji เบื้องต้น
ก่อนจะเริ่มขอให้ทำความเข้าใจกับตัวอักษรที่ชื่อว่า Romanji ก่อนนะครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น ที่ดัดแปลงมาจากภาษาอังกฤษครับ วิธีอ่านก็ง่ายๆครับ คือ
A = อะ I = อิ
U = อึ,อุ E = เอะ
O = โอะ Ka = คะ
Ki = คิ Ku = คึ,คุ
Ke = เคะ Ko = โคะ
อ่านตามตัวเลยครับแต่มีบางตัวพิเศษคือ วรรค y ที่นอกจากจะมีแค่ 3ตัวคือ ya yu yo แล้วยังใช้ผสมคำได้ด้วยเช่นKyo = เคียว きょう เวลาเขียนจะเขียนเป็นตัวเล็กครับแล้วก็ตัว อึ้น ん ครับเป็นตัวสะกดเพียงตัวเดียวในภาษาญี่ปุ่นก็ว่าได้ครับเวลาออกเสียงจะออกได้ 3แบบครับคือ เป็น
แม่กน , กม , กง ครับ แล้วแต่กรณี
ทดลองอ่านดูนะครับ
Kaze = คะเซะ
Kase = คะเสะ
Namae = นะมะเอะ
Enpitsu = เองพิทสึ
คงพอจะเข้าใจนะครับ |
| Hiragana & Katakana |
a
あ
ア |
ka
か
カ |
sa
さ
サ |
ta
た
タ |
na
な
ナ |
ha
は
ハ |
ma
ま
マ |
ya
や
ヤ |
ra
ら
ラ |
wa
わ
ワ |
ga
が
ガ |
za
ざ
ザ |
da
だ
ダ |
ba
ば
バ |
pa
ぱ
パ |
n
ん
ン |
i
い
イ |
ki
き
キ |
shi
し
シ |
chi
ち
チ |
ni
に
ニ |
hi
ひ
ヒ |
mi
み
ミ |
- |
ri
り
リ |
- |
gi
ぎ
ギ |
zi
じ
ジ |
- |
bi
び
ビ |
pi
ぴ
ピ |
|
u
う ウ |
ku
く
ク |
su
す
ス |
tsu
つ
ツ |
nu
ぬ
ヌ |
fu
ふ
フ |
mu
む
ム |
yu
ゆ
ユ |
ru
る
ル |
- |
gu
ぐ
グ |
zu
ず
ズ |
- |
bu
ぶ
ブ |
pu
ぷ
プ |
|
e
え
エ |
ke
け
ケ |
se
せ
セ |
te
て
テ |
ne
ね
ネ |
he
へ
ヘ |
me
め
メ |
- |
re
れ
レ |
- |
ge
げ
ゲ |
ze
ぜ
ゼ |
de
で
デ |
be
ベ
べ |
pe
ペ
ぺ |
|
o
お
オ |
ko
こ
コ |
so
そ
ソ |
to
と
ト |
no
の
ノ |
ho
ほ
ホ |
mo
も
モ |
yo
よ
ヨ |
ro
ろ
ロ |
- |
go
ご
ゴ |
zo
ぞ
ゾ |
do
ど
ド |
bo
ぼ
ボ |
po
ぽ
ポ |
|
|
kya
きゃ
キャ |
sha
しゃ
シャ |
cha
ちゃ
チャ |
nya
にゃ
ニャ |
hya
ひゃ
ヒャ |
mya
みゃ
ミャ |
rya
りゃ
リャ |
gya
ぎゃ
ギャ |
ja
じゃ
ジャ |
bya
びゃ
ビャ |
pya
ぴゃ
ピャ |
kyu
きゅ
キュ |
shu
しゅ
シュ |
chu
ちゅ
チュ |
nyu
にゅ
ニュ |
hyu
ひゅ
ヒュ |
myu
みゃ
ミャ |
ryu
りゅ
リュ |
gyu
ぎゅ
ギュ |
ju
じゅ
ジュ |
byu
びゅ
ビュ |
pyu
ぴゅ
ピュ |
kyo
きょ
キョ |
sho
しょ
ショ |
cho
ちょ
チョ |
nyo
にょ
ニョ |
hyo
ひょ
ヒョ |
myo
みょ
ミョ |
ryo
りょ
リョ |
gyo
ぎょ
ギョ |
jo
じょ
ジョ |
byo
びょ
ビョ |
pyo
ぴょ
ピョ |
|
A, Watashi wa Tanaka desu. ( I am Tanaka)
(わたしは、たなかです。)
Anata wa Gumi-san desu ka ? ( Are you Mr.Gumi?)
(・nbsp;なたは、ぐみさんですか。)
B, Hai, watashi wa Gumi desu. ( Yes, I am Gumi )
(はい、わたしは ぐみです。)
A, Anata wa Amerika-jin desu ka ? ( Are you American?)
(・nbsp;なたは、アメリカじんですか)
B, IIe, watashi wa Amerika-jin dewaarimasen. ( No, I am not American)
(いいえ、わたしは、アメリカじんでは・nbsp;りません。)
Watashi wa Nihon-jin desu. ( I am Japanese )
(わたしは にほんじんです。) geovisit();  
………………………………………………………
ไวยากรณ์ เป็นเรื่องของไวยากรณ์ล้วนๆครับ ตัวนี้เริ่มทำใหม่แต่เริ่มเลยครับ ^_^ ยังไม่ครบครับ |
|
2 รูปประโยคในภาษาญี่ปุ่น
เป็นประโยคบอกเล่ารูปแบบประโยคพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่นเป็น ประธาน --> กรรม --> กริยา ถ้าจะแยกรูปประโยคข้างต้นออกมาก็เป็นดังนี้
wa
คำว่า wa นี่เป็นคำขยายประธานครับ เป็นการชี้ว่า ประธานของประโยคคืออะไร
ตำแหน่งของคำๆนี้จะอยู่ข้างหลังของประธานเสมอครับ
Desu
เป็นคำกริยา อยู่ท้ายสุดของประโยคเสมอครับ คำว่า desu หมายความว่า เป็น อยู่ คือ
เหมือน verb to be ในภาษาอังกฤษ
การนำไปใช้ก็เป็นแบบนี้แต่ก่อนอื่นมาทบทวนเรื่องคำศัพท์กันก่อนนะครับ
これ = kore = นี่
それ = sore = นั่น
あれ = are = โน้น
の = no = ของ (แสดงความเป็นเจ้าของ)
私 = わたし = watashi = ผม ฉัน
新しい = あたらしい = atarashii = ใหม่ (คุณศัพท์)
本 = ほん = hon = หนังสือ
もの = mono = ของ
かばん = kaban = กระเป๋า
สมมุติเราจะบอกว่า นี่คือหนังสือ ก็แบบนี้
これは本です。
Kore wa hon desu.
นี่ + wa + หนังสือ + คือ= นี่คือหนังสือ
จากประโยคนี้จะเห็นว่า คำว่า kore (นี่) เป็นประธาน เพราะมี wa ตามท้าย Hon เป็นกรรม
私はテントです。
Watashi wa tento desu.
ผม + wa + เต้นท์ +คือ = ผมคือเต้นท์ , ผมชื่อเต้นท์
これは新しいの(もの)です。
Kore wa atarashii no (mono) desu.
นี่ + wa +ใหม่ + ของ (แสดงความเป็นเจ้าของ)+ (ของ) + คือ = นี่คือของใหม
それは私のかばんです。
Sore wa watashi no kaban desu.
นั่น + wa + ผม + ของ (แสดงความเป็นเจ้าของ) + กระเป๋า + คือ =นั่นคือกระเป๋าของผม
••สำหรับคำว่า の no นี่อยากฝากเป็นพิเศษถึงเรื่องตำแหน่งในการวางคือ สมมุติว่าจะบอกว่า กระเป๋าของผม ในภาษาญี่ปุ่นบอกแบบนี้
Watashi no kaban
ผม + ของ + กระเป๋า
ไม่ใช่ Kaban no watashi แบบนี้ผิด
ในบางคำ เมื่อวางตำแหน่ง no สลับกันก็ยังมีความหมาย เช่น Sensei no nihongo = ภาษาญี่ปุ่นของอาจารย์ เช่นเวลาจะบอกว่า อาจารย์เก่งภาษาญี่ปุ่นแบบนี้กับ Nihongo no sensei = อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น
* nihongo = ภาษาญี่ปุ่น |
3 คำกริยา
คำกิริยาที่ควรรู้
Imasu = มี (สิ่งมีชีวิต) iru
Arimasu = มี (สิ่งมีชีวิต) aru
Desu = เป็น , อยู่ , คือ คล้ายกับ Verb to be ในภาษาอังกฤษ แต่ จะอยู่ท้ายสุดของประโยคเสมอ
Wasuremasu = ลืม wasureru
Ikimasu = ไป iku
Tabemasu = กิน taberu
Mimasu =ดู , มอง miru
Hanashimasu = พูด hanasu
Iimasu = พูด , บอก iu
Aimasu = พบ au
Shimasu = ทำ suru
Benkyo shimasu = เรียน benkyo suru
Utaimasu = ร้องเพลง utau
Kaimasu = ซื้อ kau
Kaerimasu = กลับบ้าน kaeru
Kakimasu = เขียน kaku
Wakarimasu = เข้าใจ wakaru
Nomimasu = ดื่ม nomu
Machimasu = รอ matsu
Yomimasu = อ่าน yomu
Kikimasu = ฟัง kaku
Hatarakimasu = ทำงาน hataraku
Hajimarimasu = เริ่มต้น hajimaru
Owarimasu = เลิก owaru
Arukimasu = เดิน aruku
Kaburimasu = สวมหมวก kaburu
Nakimasu = ร้องไห้ naku
Naraimasu = เรียน narau
Tachimasu = ยืน tatsu
Shinimasu = ตาย shinu
Suwarimasu = นั่ง suwaru
Demasu = ออก deru
Oshierimasu = สอน oshieru
Okimasu = ตื่น okiru
Nemasu = นอน neru
Tomemasu = จอด tomeru
Oboemasu = จำ oboeru
Ai shimasu = รัก ai suru
Ryokou shimasu = เที่ยว ryokou suru
กิริยาที่ได้บอกไปบ้างแล้วนั้นอยู่ในรูปสุภาพ –masu (ด้านซ้าย) ส่วนด้านขวาคือรูปธรรมดาภาษาญี่ปุ่นนั้นก็มีทั้งรูปสุภาพและไม่สุภาพ เช่น คำว่า tabemasu ที่แปลว่ากิน และ อยู่ในรูปสุภาพ จะเปลี่ยนเป็นรูปธรรมดาคือคำว่า taberu เป็นการผันกิริยาชนิดหนึ่งในหลายชนิด ซึ่งการผันกิริยาบางชนิด ยากมากจะเห็นว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพูดมาก ทำให้คำๆเดียวผันได้เป็นสิบๆแบบสำหรับการทำคำกิริยาให้เป็นรูปปฏิเสธ ถ้ากิริยานั้นอยู่ในรูปสุภาพ ให้เปลี่ยน –masu เป็น –masenถ้าเป็นรูปธรรมดาให้เติม –anai หรือ –nai ไว้ท้ายกิริยานั้น
เช่น tabemasen หรือ tabenai
(กิริยากลุ่มที่2) -raremasu , (กิริยากลุ่มที่1) -aremasu ถ้าต่อท้ายคำกิริยา
จะแสดงว่าทำสิ่งนั้นได้ แต่ก็มีอีกความหมายคือถูกกระทำ
อย่างเช่น taberu แปลว่ากิน taberaremasen จะแปลว่ากินไม่ได้
(กิริยากลุ่มที่2) -sasemasu , (กิริยากลุ่มที่1) -asemasu ถ้าต่อท้ายคำกิริยา
จะแสดงความอนุญาติให้ทำสิ่งนั้นได้
การแสดงความต้องการที่จะกระทำสิ่งนั้นๆทำได้โดยเติม (กิริยากลุ่มที่ 2) -tai , (กิริยากลุ่มที่ 1) –itai
การแสดงออกว่าจะกระทำสิ่งนั้นๆทำได้โดย (กิริยากลุ่มที่ 1) เปลี่ยนเสียง u เป็น oo (กิริยากลุ่มที่ 2 ) ตัด ru แล้วเติม yoo
การผันรูปกิริยาธรรมดาให้เป็นรูปสุภาพทำได้โดย
กิริยากลุ่มที่1
กิริยาธรรมดาจะลงท้ายด้วยเสียง “u” กริยาที่ลงท้ายด้วยเสียง “u” ในทุกกรณี ให้เปลี่ยนเสียง u เป็นเสียง iแล้วเติม masu เป็นรูปสุภาพ ในรูปปฏิเสธแบบสุภาพจะเป็น masen และแบบธรรมดาจะเป็น –anai
กิริยากลุ่มที่2
กิริยาที่ลงท้ายด้วย “ru” เพียงตัวเดียว และหน้า “ru” ต้องเป็นเสียง “i” หรือ “e” เท่านั้นยกเว้น ikimasu ที่แปลว่า ไป ถือเป็นกริยากลุ่มหนึ่ง
การเปลี่ยนรูป ให้ตัด ru ออกก่อน แล้วจึงเติม masu ลงไปในรูปปฏิเสธแบบสุภาพจะเป็น masen และแบบธรรมดาจะเป็น –nai
กริยากลุ่มที่ 3
คือ กริยาที่ลงท้ายด้วย “suru” เท่านั้น ยกเว้น “kuru” = kimasu = มา ซึ่งอยู่ในกลุ่มสามนี้เองการเปลี่ยนจากรูปพจนานุกรมให้เป็นรูปสุภาพ โดย ตัด “suru” ออก แล้วเติม “shimasu” แทน
|
4 สำนวนญี่ปุ่น
Ashi ga deru = ขางอกออกมา ความหมาย ใช้เงินเกินงบประมาณที่กำหนดไว้ทำให้เงินไม่พอ
Ashi ga boo ni naru =ขากลายเป็นไม้พลอง ความหมาย เมื่อยขามากจนรู้สึกเหมือนขากลายเป็นไม้พลอง เนื่องจากยืนหรือเดินนานๆ
Atama ga sagaru = ก้มหัว ความหมาย การแสดงความนับถือจากใจจริงต่อผู้ที่น่านับถือ
Iki ga au =ลมหายใจเข้ากันดี ความหมาย เมื่อจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้ง 2 มีความคิดเหมือนกันเข้ากันได้ดี
Iki o nomu =ดื่มลมหายใจ ความหมาย ความตกใจ ความประทับใจ เมื่อพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน
Ude ni yori o kakeru =ฟั่นแขนเป็นเกลียว ความหมาย ตั้งใจหรือเพียรพยายามที่จะแสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่
Ude o ageru =ยกแขนขึ้น ความหมาย มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เก่งขึ้น
Kao ga hiroi =หน้ากว้าง ความหมาย รู้จักและคบหาสมาคมกับคนมากเป็นคนกว้างขวาง
Kao kara hi ga deru =หน้าลุกเป็นไฟ ความหมาย หน้าแดงด้วยความอาย หรือ ทำอะไรที่น่าอายมาก
Katami ga semai =ไหล่แคบ ความหมาย มีความรู้สึกว่าตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น อับอาย ต่ำต้อย
Kata o otosu =ไหล่ตก ความหมาย ความรู้สึกผิดหวังอย่างมาก ท้อแท้หมดกำลังใจ
Kata o naraberu =เคียงบ่าเคียงไหล่ ความหมาย 1 การยืน หรือ เดินเทียมกัน
2 มีพละกำลัง อำนาจ หรือ ฐานะเท่าเทียมกัน
kimo ni meijiru =ทำรอยบากไว้ที่ตับ ความหมาย การจดจำจนขึ้นใจเพื่อมิให้ลืม
Kuchi ga katai =ปากแข็ง ความหมาย เรื่องที่ไม่ควรพูด ก็ไม่พูดโดยไม่ตริตรองเสียก่อน
Kuchi ga suberu =ปากลื่น ความหมาย เผลอพลั้งปากพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด หรือไม่มีความจำเป็นต้องพูด
Kuchiguruma ni noseru =หลงลมปาก ความหมาย การพูดจาหว่านล้อม ด้วยความชำนาญเพื่อหลอกลวงคนอื่น
Kubi ga mawaranai =คอหมุนไม่ได้ ความหมาย ไม่สามารถใช้คืนหนี้สินได้
Kubi o tsukkomu =ยื่นคอ ความหมาย เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนร่วมในเรื่องที่สนใจ
Kubi o nagaku suru =ยืดคอ ความหมาย ใจจดใจจ่อเฝ้ารอคอยให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเร็วๆ
Koshi o sueru =หย่อนก้นลง ความหมาย 1 ปักหลักอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง
2 มีสมาธิแน่วแน่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง
shita o maku =ลิ้นพันกัน ความหมาย ตกใจมาก หรือ ประทับใจมาก
Suji ga ii =สายเลือดดี ความหมาย มีความสามารถ หรือ มีพรสวรรค์
Te ni ase o nigiru =มือกำเหงื่อ ความหมาย ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อดู หรือ ฟังอะไรที่หวาดเสียว ต้องคอยลุ้นว่าผลที่สุดจะเป็นอย่างไร
Te ni oenai =รับมือไม่ไหว ความหมาย ไม่สามารถทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ด้วยความสามารถของตนเอง
Te mo ashi mo denai =ยืดไม่ออกทั้งแขนทั้งขา ความหมาย ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยความสามารถของตนเอง หรือ จนปัญญาที่จะหาวิธีใดๆ มาใช้ได้
Te o utsu =ตบมือ ความหมาย 1 การเตรียมแผนการ และ วิธีการปฏิบัติไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ผลออกมาไม่ดี
2 การบรรลุข้อตกลงในการเจรจา
Te o nuku =ถอนมือ ความหมาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำก็ทำแบบลวกๆ สักแต่ว่าให้เสร็จ
Te o yaku =ไฟลวกมือ ความหมาย เดือดร้อนเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี
Ni no ashi o fumu =ก้าวที่สองยังหยุดอยู่กับที่ ความหมาย ไม่อยากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทอดถอนหายใจ ท้อถอย ( มาจากความหมายว่า ย่ำเท้าอยู่กับที่ )
Ni mai jita o tsukau = ใช้ 2ลิ้น ความหมาย พูดโกหก พูดเรื่องเดียวกัน 2 ครั้งไม่เหมือนกันได้อย่างหน้าตาเฉย
Nodo kara te ga deru =มือยื่นออกมาจากคอ ความหมาย ความรู้สึกอยากได้มากจนทนไม่ไหว
Ha ga tatanai =ฟันไม่ตั้ง ความหมาย 1. แข็งมาก กัดไม่เข้า
2. คู่ต่อสู้แข็งแกร่งมากไม่มีกำลังจะต่อสู้
hana ni kakeru =แขวนไว้ที่จมูก ความหมาย การแสดงท่าทางเย่อหยิ่งว่ามีดีเหนือคนอื่น
Hanamochi naranai =จมูกทนไม่ได้ ความหมาย แต่เดิมมีความหมายว่า “เหม็นจนจมูกทนไม่ได้”
แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาใช้หมายความว่า“กิริยาคำพูดของคนๆนั้น น่ารังเกียจ จนไม่อาจทนดูหรือทนฟังได้”
hana o akasu =เปิดเผยให้เห็นจมูก ความหมาย รู้สึกโล่งใจที่สามารถกำจัดบุคคล ที่มีความสามารถเหนือกว่าตนได้
Ha ni kinu kisenu =ไม่ใส่เสื้อผ้าให้ฟัน ความหมาย การพูดจาแบบไม่เกรงใจใครนึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
Hara ni osameru =เก็บไว้ในท้อง ความหมาย การเก็บเรื่องที่เป็นความลับไว้ในใจไม่แสดงท่าทีให้ผู้อื่นรู้
Hara o kimeru =กำหนดท้อง ความหมาย การตัดสินใจอย่างแน่วแน่
Hiya ase o kaku =เหงื่อเย็นออก ความหมาย การมีเหงื่อเย็นๆออกมาเวลาที่รู้สึกตื่นเต้น ตกใจกลัว หรือ อายมากๆ
Fu ni ochinai =ไม่เข้าถึงใจ ความหมาย ไม่เข้าใจ ไม่พอใจ
Hone ga oreru =กระดูกหัก ความหมาย การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความยากลำบากยิ่ง
Honemi ni shimiru =ซึมเข้าเนื้อเข้ากระดูก ความหมาย ความรู้สึกยินดี หรือ ทุกข์อย่างรุนแรง ราวกับว่าความรู้สึกนั้นซึมผ่านเข้าไปในร่างกาย
Mayu o hisomeru =ขมวดคิ้ว ความหมาย ทำหน้าตาบูดบึ้ง เพราะมีเรื่องกังวลใจ หรือไม่สบายใจ
Mi ni shimiru =ซึมซาบเข้าไปในกาย ความหมาย 1. ความรูสึกซาบซึ้ง
2.ร่างกายสามารถทนทานต่ออะไรบางอย่างได้ดี
Mi no ke ga yodatsu =ขนลุก ความหมาย ขนลุกด้วยความหนาว หรือ รู้สึกกลัวอย่างมาก
Mimi ga itai =ปวดหู ความหมาย ความรูสึกขมขื่นที่ต้องฟังผู้อื่นพูดถึงจุดอ่อน หรือ ข้อบกพร่องของตนเอง
Mimi ni tako ga dekiru =หูเป็นตาปลา ความหมาย ฟังเรื่องเดิมซ้ำซากหลายครั้งจนเบื่อ
Mimi o utagau =ไม่เชื่อหู ความหมาย ได้รับฟังเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนจึงไม่อาจทำให้เชื่อได้ในทันที
Mimi o katamukeru =เงี่ยหูฟัง ความหมาย ตั้งใจฟังอย่างสนใจ
Mi mo futa mo nai =ตัวก็ไม่มีฝาก็ไม่มี ความหมาย มีวิธีการพูดที่ตรงเกินไป ทำให้ไม่น่าสนใจ หรือ ไม่มีรสชาติ
Mi o ko ni suru =ทำตัวเป็นผง ความหมาย ความขยันขันแข็ง ทำงาน ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก
Mune ga tsubureru =หัวอกพังทลาย ความหมาย ความรู้สึกห่อเหี่ยวใจ เพราะมีเรื่องเศร้าใจตกใจ หรือกังวล
Mune o nadeorosu =ลูบอก ความหมาย รู้สึกโล่งอก ไม่กังวลใจอีกต่อไป
Me ga takai =ตาสูง ความหมาย มีความสมารถเป็นเยี่ยมในการดูแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างของดี กับ ของไม่ดี มีรสนิยมดี
Me ga nai =ไม่มีตา ความหมาย 1. ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก จนหมกมุ่นอยู่แต่สิ่งนั้น
2. ไม่มีความสามารถในการประเมินคุณค่าสิ่งของได้อย่างถูกต้อง
Me ni mono miseru =ทำให้เห็นของกับตา ความหมาย การทำให้ผู้อื่นลำบาก หรือเดือดร้อนชนิดต้องจำไปอีกนาน
Me no iro o kaeru =เปลี่ยนสีตา ความหมาย แววตา หรือท่าที ที่เปลี่ยนไปเพราะโกรธ ตกใจ หรือใจจดจ่ออยู่กับการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
Me o hosomeru =หรี่ตา ความหมาย ดีใจจนออกนอกหน้า ยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ
Me o miharu =เบิ่งตา ความหมาย ทำตาโตเบิกกว้าง จ้องมองเพราะความตกใจ
Aizuchi o utsu =ตีค้อนด้วยกัน ความหมาย การพยักหน้ารับ หรือพยักเพยิดไปตามเรื่องที่ผู้พูดเล่าให้ฟัง
Aji o shimeru =เก็บรสชาติ ความหมาย การที่ไม่อาจลืมสิ่งที่เคยทำได้ดี คาดหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นอีกในครั้งต่อไป
Ita ni tsuku =ติดกับไม้กระดาน ความหมาย 1. การชินต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน และมีกริยาท่าทาง ความประพฤติเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือหน้าที่การงานนั้น
2. เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เหมาะสมเข้ากันได้ดี
eri o tadasu =จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ความหมาย สำนวนนี้มาจากการจัดเสื้อผ้าที่ใส่หรือวางอยู่ให้ดูเรียบร้อย มีความหมายว่า ท่าทางตั้งอกตั้งใจ เอาจริงเอาจัง
Okura ni suru =เก็บเข้าโกดัง ความหมาย การยกเลิกแผนงานที่จะนำมาปฏิบัติ ยกเลิกการแสดงผลงานทางวรรณกรรม ศิลปกรรมหรือการเก็บสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งไว้ไม่นำออกมาใช้
Ocha o nigosu =ทำน้ำชาให้ขุ่น ความหมาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการแก้ไขอะไรแต่เพียงผิวเผินอย่างขอไปที
Kugi o sasu =ตอกตะปู ความหมาย การเตือนย้ำไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายลืม
Saji o nageru =ขว้างช้อน ความหมาย 1. การที่แพทย์หมดหนทางรักษาไข้ เมื่อป่วยหนักมากจนไม่มีทางรอดได้
2. การยอมแพ้ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อมองไม่เห็นทางสำเร็จ
Shinogi o kezuru =ลับคมมีด ความหมาย การต่อสู้ การแข่งขันอย่างดุเดือด
Tana age ni suru =เก็บขึ้นหิ้ง ความหมาย การปล่อยปัญหาทิ้งไว้ ไม่สนใจเลื่อนการแก้ปัญหานั้นๆ ออกไป
Hakusha o kakeru =ใส่เครื่องม้า ความหมาย การเร่งรีบทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรวดเร็ว
Yokoyari o ireru =แทรกแซงเข้าด้านข้าง ความหมาย การหยุดสอดแทรกในเรื่องหรือการงานของผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องด้วยหรือการพูดบ่นในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเอง
Unomi ni suru =กลืนเข้าไปแบบนกอ้ายงั่ว ความหมาย การเชื่อตามสิ่งที่คนพูด หรือ ตามที่หนังสือเขียนไว้ โดยไม่ใช้ความคิดของตนเอง
Uma ga au =เข้ากันได้กับม้า ความหมาย เข้ากันได้ดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ ถูกคอกัน
Uri futatsu = ฟัก 2ซีก ความหมาย รูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากเหมือนฟักผ่าซึก
Ohire o tsukeru =เติมหางเติมครีบ ความหมาย พูดเกินความเป็นจริง พูดต่อเติมให้เป็นเรื่องราว
Kitsune ni tsumamareru =ถูกสุนัขจิ้งจอกหลอก ความหมาย มึนงงไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น
Ki ni take o tsugu =ต่อไม้ไผ่เข้ากับไม้ ความหมาย ความไม่สมดุลย์กัน ไม่เหมาะสมกัน ไม่กลมกลืนกัน หรือการนำของที่ไม่กลมกลืน กันมาอยู่ด้วยกัน
Ne mo ha mo nai =ไม่มีทั้งรากและใบ ความหมาย ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นความจริง
Mushi no idokoro ga warui =ที่อยู่ของแมลงไม่ดี ความหมาย มีอารมณ์ไม่ดี อะไรนิดอะไรหน่อยก็โกรธ
Kumo o tsukamuyoo =เหมือนจับก้อนเมฆ ความหมาย เนื้อเรื่องที่พูดเพ้อฝัน ไม่เป็นแก่นสาร หาสาระไม่ได้
Suna o kamuyoo =เหมือนเคี้ยวทราย ความหมาย สภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไม่น่าสนใจ ไม่น่าสนุก
Toritsuku shima ga nai =ไม่มีเกาะจะขึ้น ความหมาย 1. หมดหวังเพราะไม่มีสิ่งที่จะยึดเป็นที่พึ่งได้
2. คู่สนทนามีท่าทีเย็นชามากไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาพูดคุยกันต่อไปได้
Mizu ni nagasu =ลอยน้ำไป ความหมาย ไม่ถือสา หรือเอาความในเรื่องที่ทะเลาะเบาะแว้ง หรือเรื่องขุ่นเคืองกันในอดีต
Mizu no awa ni naru =กลายเป็นฟองอากาศ ความหมาย ความเพียรพยายาม หรือความลำบากในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากลายเป็นเรื่อง เปล่าประโยชน์
Mizu o sasu =เติมน้ำ ความหมาย สิ่งที่กำลังดดำเนินไปด้วยดี แต่กลับมีสิ่งอื่นมารบกวน ทำให้ทุกอย่างล้มเหลวหรือเสียไป
Kotoba o nigosu =กวนคำพูดให้ขุ่น ความหมาย ไม่พูดให้แน่ชัดลงไป พูดอ้อมค้อมกำกวม
Ichi moku oku =วางหนึ่งหมาก ความหมาย การยอมรับนับถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความสามารถเหนือกว่าตน
Keri o tsukeru =จบด้วยเคริ ความหมาย การทำให้จบเรื่อง การทำให้เสร็จสิ้น
Akke ni torareru =ตกใจ ความหมาย ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
Ato no matsuri =หลังงานเทศกาล ความหมาย ไม่ทันการ สายไปเสียแล้ว จึงไม่เกิดประโยชน์อันใด
Iro o ushinau =สีหายไป ความหมาย หน้าซีดเพราะตกใจ หน้าถอดสี หรือจิตใจเหม่อลอย เพราะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ คาดฝันหรือประสบความล้มเหลวโดยไม่คาดคิด
Utsutsu o nakasu = สนใจแต่... ความหมาย สนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไม่เหลียวแลสิ่งอื่นอีก
Ura o kaku =ตลบหลัง ความหมาย การตลบหลังฝ่ายตรงข้ามโดยทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่คาดคิดมาก่อน
Oshimo osaremo shinai =ไม่ผลักและไม่ถูกผลัก ความหมาย มีความสามารถ มีความสง่างาม เป็นที่ยอมรับของทุกคน
Ki ga okenai =เอาใจวางลงไม่ได้ ความหมาย มีความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่ต้องเกรงใจกัน
Shibire o kirasu =เป็นเหน็บจนต้องทำให้หาย ความหมาย ต้องรอนานจนทนไม่ได้ หรือ รอจนเบื่อ
Zu ni noru =ขึ้นขี่แผนผัง ความหมาย เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ
Toru ni tarinai =ไม่พอจะให้หยิบ ความหมาย สิ่งที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีค่าควรแก่การกล่าวถึง
Nagai me de miru =มองดูด้วยสายตายาวไกล ความหมาย ไม่ด่วนตัดสินใจอะไรลงไปกับความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวแต่รอคอยโอกาส ต่อไป ด้วยความใจเย็น
Ni ga omoi =สัมภาระหนัก ความหมาย มีสาระ ความรับผิดชอบเกินความสามารถของบุคคลนั้นๆ
Yamu ni yamarezu =จะเลิกก็ไม่ได้ ความหมาย อดที่จะทำอย่างนั้นไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะพยายามเลิกเท่าไรก็เลิกไม่ได้
Wa o kakeru = ใส่วงล้อ ความหมาย การพูดเกินความเป็นจริง ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น |
5 คำเลียนเสียงธรรมชาติ
เนื่องจากเป็นคำที่คนญี่ปุ่นใช้กันมากในชีวิตประจำวัน เพราะจะช่วยประหยัดคำพูด ไม่ต้องอธิบายมากก็เข้าใจได้จึงเป็นสิ่งที่คนที่คิดจะศึกษา ภาษาญี่ปุ่นควรศึกษาไว้Atsu atsu (あつあつ)
ใช้ในความหมายต่อไปนี้
1. กล่าวถึงสภาพที่ดูแล้วให้ความรู้สึกว่าร้อน เช่น
あつあつのコーヒーって、おいしいですね。
atsu atsu no koohiite oishii desu ne.
กาแฟที่ชงร้อนๆอร่อยนะคะ
2. ใช้กล่าวถึงชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หรือ กล่าวถึงความรักที่มีต่อกันอย่างดูดดื่ม
あの二人はあつあつだ。
Ano futari wa atsu atsu da.
ทั้งสองคนรักกันอย่างดูดดื่มอะทซึ อะทซึ あつあつ Atsu atsu ความร้อน เป็นคำนามมาจาก คำคุณศัพท์ อะทซึอิ あつい atsui ร้อน
โดยที่จะใช้กล่าวถึงความร้อนของสิ่งของประเภทต่างๆ เช่น กาแฟ อาหาร และความเร่าร้อนแห่งความรักของมนุษย์ที่มีต่อกันชาวญี่ปุ่นเป็นชาติที่นิยมการให้ของขวัญ นอกจากในเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ งานแต่งงานหรือวันเกิดแล้ว ยังมีธรรมเนียมที่จะต้องนำของฝากไปให้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพหรือแสดงความขอบคุณ เมื่อมีการไปเยี่ยมเยือนบุคคลอื่นในการมอบของขวัญหรือของ ฝาก ก็ยังมีมารยาทที่จะต้องพูดแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยว่า " tsumaranai mono desu ga, doozo uketotte kudasai "หมายความว่า นี่เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กรุณารับไว้ด้วย... ไม่ว่าของที่เราให้นั้นจะดีเลิศ หรือหายากแค่ไหนก็ตามไม่ควรพูดโอ้อวดหรือแสดงให้เห็นว่าเป็นของที่ดีมาก เป็นอันขาด
ศาสนาพุทธในไทยจัดอยู่ในนิกายหินยาน เรียกว่า shoojoobukkyoo ส่วนในญี่ปุ่นคือนิกายมหายาน เรียกว่า daijobukkyoo ในญี่ปุ่น การบวช เป็นพระถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง พระเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และดูแลกิจการของวัด พระญี่ปุ่นสามารถดำเนินชีวิตและมีครอบครัว เช่นเดียวกับผู้คน ทั่วไปได้ และในขณะที่พระไทยจะนุ่งจีวรอยู่ตลอดเวลา แต่พระญี่ปุ่นจะนุ่งห่มจีวรเมื่ออยู่ที่วัด หรือเมื่อประกอบพิธีทางศาสนา เวลาเดินทางไปที่อื่น ๆพระญี่ปุ่น จะแต่งกาย เช่นเดียวกับคนทั่วไป ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น จึงไม่ค่อยได้พบเห็นพระสงฆ์มากเท่าคนไทย |
|
นิบปอง หรือ นิฮอง คำสองคำนี้หมายถึง ประเทศญี่ปุ่นและใช้มาแล้วอย่างน้อย 500 ปี คำว่า "นิปปอง" นั้นเป็นที่นิยม ใช้กันทั่วไปมากกว่า "นิฮอง" ในการแข่งขันกีฬานานาชาติใช้ คำว่า "นิปปอง" เพียงคำเดียวอาจเป็นเพราะคำที่ให้เสียง มีพลังอำนาจ และดึงดูดสายตาเวลา ที่เขียนเป็นอักษรภาษาอังกฤษ นอกจากคำว่า "นิปปอง" และ "นิฮอง" แล้ว ยังเคยมีการ ใช้คำว่า "จิบปอง" ซึ่งอาจจะเป็นต้นกำเนิดของคำว่า Japan ในภาษาอังกฤษ หรือคำอื่น ๆ ในภาษาอื่น ๆ ซึ่งใช้เรียกประเทศญี่ปุ่น |
|