อักษรภาษาญี่ปุ่น
ภาษาญี่ปุ่นจะเขียนด้วยตัวอักษร
3ชนิดได้แก่
-คันจิ คืออักษรจีนซึ่งญี่ปุ่นรับเข้ามาโดยปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
เป็นอักษรที่มีความหมายในตัวเอง
-ฮิรางานะ คืออักษรที่ญี่ปุ่นประดิษฐ์ขึ้นเองโดยการนำคันจิมาเขียนให้ง่ายขึ้นใช้เขียนคำศัพท์ทั่วไป
-คาตากานะ คืออักษรที่ญี่ปุ่นประดิษฐ์ขึ้นเองโดยได้ดัดแปลงเอามาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของอักษรคันจิใช้เขียนทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
วิธีการออกเสียงภาษาญี่ปุ่น
-เสียงอักษรพื้นฐานอักษรพื้นฐานในภาษาญี่ปุ่น
แบ่งออกเป็น 10วรรค วรรคละ 5ตัวกับเศษอีก 1ตัว แต่เลิกใช้แล้ว 5ตัว
จึงเหลือเพียง 46ตัว
-การออกเสียงสระ a,i,u,e,oภาษาญี่ปุ่นมีเสียงสระอยู่
5เสียงคือ a ออกเสียงใกล้เคียงกับ อะ, i ใกล้เคียงกับ อิ,u ใกล้เคียงกับอึหรือ
อุ,e ใกล้เคียงกับโอะ
-การออกเสียงพยัญชนะ k-k-ออกเสียงใกล้เคียงกับ
ค เมื่ออยู่ในพยางค์ต้น และออกเสียงใกล้เคียงกับ ก เมื่ออยู่ในพยางค์อื่นๆ
-การออกเสียงพยัญชนะ s-,sh-s- ออกเสียงใกล้เคียงกับ
ซ หรือ ส ส่วน sh-นั้นเป็นเสียงที่ไม่มีในภาษาไทยให้ออกเสียงเช่นเดียวกับใน
ภาษาอังกฤษ คือ ออกเสียงในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกมาจากช่องระหว่างลิ้นกับเพดานปากโดยมิให้ปลายลิ้นแตะเพดานปาก
อนึ่ง ขอให้สังเกตว่าในภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง si มีแต่เสียง shi
-การออกเสียงพยัญชนะ t-,ch-,ts-t-ออกเสียงใกล้เคียงกับ
ท เมื่ออยู่ในพยางค์ต้นและออกเสียงใกล้เคียงกับ ต เมื่ออยู่ในพยางค์อื่นๆ
ch-ออกเสียงโดยให้ปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือกหรือด้านหลังของฟันบนเสียก่อนแล้วจึงปล่อยลมหายใจออกในขณะที่ปล่อยลิ้น
ts-เป็นเสียงที่ค่อน ข้างยาก เพราะไม่มีเสียงคล้ายทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ออกเสียงโดยให้ปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือก หรือด้านหลังของฟันบนเสียก่อน
แล้วปล่อยลมหายใจออกในขณะที่ปล่อยลิ้น อนึ่งขอให้สังเกตว่าในภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง
ti- หรือ tu มีแต่เสียง chi กับ tsu
-การออกเสียงพยัญชนะ h-และ f-h-เหมือนกับ
ฮ หรือ ห เมื่อผสมกับสระu เขียนว่า fuและออกเสียงในขณะที่เม้มริมฝีปากและปล่อย
ลมหายใจออกมา โดยไม่กัดริมฝีปากเหมือน ฟ ในภาษาไทย
-การออกเสียงพยัญชนะ m-,n-เหมือนกับ ม และ
น ตามลำดับ
-การออกเสียงพยัญชนะ r-ออกเสียงเหมือน ล
-การออกเสียงพยัญชนะ w-ออกเสียงเหมือนกับ
ว แต่ในปัจจุบันนี้ ผสมกับสระ a เท่านั้น
-การออกเสียงพยัญชนะ y-y- เป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับ
ย แต่ผสมกับ a,u,o เท่านั้น คือ ya,yu,yo
-การออกเสียงตัวสะกด nn ที่เขียนไว้ท้ายสุดในตารางนั้น
เป็นตัวสะกดได้อย่างเดียวเท่านั้น อาจออกเสียงเป็น ม น หรือ ง ก็ได้
แล้วแต่เสียงที่ตามมา
              
-เสียงขุ่น[daku-on] และเสียงกึ่งขุ่น[handaku-on]เสียงพื้นฐาน
46 เสียงที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า sei-on นอกจาก
sei-on ยังมีเสียงที่เรียกว่า daku-on(เสียงขุ่น) ซึ่งได้แก่เสียง
ในวรรค ga,za,da,ba และ handaku-on (เสียงกี่งขุ่น)ซึ่งได้แก่เสียงในวรรค
pa โดยเสียง ทั้งสองประเภทนี้มีฐานเสียงใกล้เคียงกับเสียงพื้นฐาน
-การออกเสียงพยัญชนะ g-เสียงนี้ไม่มีในภาษาไทย
เมื่ออยู่ในพยางค์ต้นของคำจะออกเสียงเหมือนกับ g-goodในภาษาอังกฤษหากเป็น
พยางค์อื่นๆจะออกเสียง ง
-การออกเสียงพยัญชนะ z-เป็นเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย
ให้ออกเสียงเหมือนกับ z ในภาษาอังกฤษ ซึ่งตำแหน่งของลิ้นจอยู่ที่เดียวกัน
กับเวลาออกเสียง s แต่ทำให้เสียงสั่นรัว
-การออกเสียงพยัญชนะ j-เป็นเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย
เวลาออกเสียงพยัญชนะตัวนี้ ตำแหน่งของลิ้นจะอยู่ที่เดียวกันกับเมื่อออกเสียง
sh- คือออกเสียงในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกมาจากช่องระหว่างลิ้นกับเพดานปาก
โดยมิให้ปลายลิ้นแตะเพดานปากและทำให้เสียงสั่นรัว ในขณะที่ออกเสียง
-การออกเสียงพยัญชนะ d-ออกเสียงเหมือนกับ
ด ภาษาญี่ปุ่นไม่มีเสียง di- และ du- มีแต่เสียง ji และ zu
-การออกเสียงพยัญชนะ b-,p-b- เหมือนกับ บ
ส่วน p- ใกล้เคียงกับ พ หรือ ป
-เสียงควบเสียงควบ คือเสียงที่เกิดจากเสียงในช่องที่
2( สระ i) ของเสียงพื้นฐาน,เสียงขุ่น และ เสียงกึ่งขุ่น ได้แก่
ki,gi,shi,ji,chi,ni,hi,bi,pi,mi,ri ผสมกับเสียง ya,yu,yo แล้วออกเสียงควบเป็นพยางค์เดียวกัน
-พยางค์และจังหวะเมื่อจะออกเสียงภาษาญี่ปุ่น
ควรจะรู้ว่าแต่ละพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นจะออกเสียงเป็นกี่จังหวะ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ
ขอให้นักเรียนฝึกการออกเสียงรัสสระ (สระเสียงสั้น)และทีฆสระ(สระเสียงยาว)รวมทั้งอักษรควบให้ดี
1)รัสสระและทีฆสระ รัสสระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า
a,i.u,e,oส่วนทีฆสระให้เขียนรัสสระเรียงกันสองตัวดังนี้ aa,ii,uu,ei,ouรัส
สระออกเสียงเป็น 1จังหวะ ส่วนทีฆสระออกเสียงเป็น 2 จังหวะ สำหรับเสียง
ei และ ooก็ให้ออกเสียงว่า ee,ooตามลำดับและมีความยาว 2จังหวะเช่นเดียวกัน
เช่นto-ke-i.(นาฬิกา) 3จังหวะ,to-o-ke-i.(สถิติ)4จังหวะ
2)พยัญชนะซ้อนในภาษาญี่ปุ่นไม่มีตัวสะกด(ยกเว้นn)
และพยัญชนะซ้อนเหมือนในภาษาไทย แต่บางครั้งก็มีเสียง kk-,-ss-,-ssh-,-tt-,-tch-,-pp-
อยู่ระหว่าง 2พยางค์ ในกรณีนี้ให้ออกเสียง-k,-s,-t,-pฯลฯโดยทิ้งช่วงเวลาไว้ประมาณ
1จังหวะ
3)ตัวสะกด nตัวสะกด nนี้ออกเสียงได้ 3 อย่างตามชนิดของเสียงที่ตามมาข้างหลัง
ในการออกเสียงให้ทิ้งช่วงเวลาไว้ประมาณ 1จังหวะเช่นกัน
๑)ออกเสียงเป็น
ม เมื่อตามด้วยเสียงที่หุบปากคือ m,p,b เช่น e-n-pi-tsu (ดินสอ)4 จังหวะ
๒)ออกเสียงเป็น น เมื่อตามด้วยเสียงที่ใช้ลิ้น
เช่น n,t,d,j,s เช่น ho-n-to-o(ความจริง) 4 จังหวะ
๓)ออกเสียงเป็น ง เมื่อตามด้วยเสียงk,g,h,y,w
หรือเสียงสระ เช่น gi-n-ko-o (ธนาคาร)4 จังหวะ
การเน้นเสียงสูงต่ำ
การเน้นเสียงสูงต่ำในภาษาญี่ปุ่น แตกต่างจากวรรณยุกต์ในภาษาไทยหรือการเน้นเสียงหนักเบาในภาษาอังกฤษแต่หมายความถึงเสียงสูงต่ำของแต่ละพยางค์
เช่นคำว่า kita ถ้าอ่านว่าคิตะ โดยให้ ki เป็นเสียงสูง ก็จะแปลว่า
มาแล้ว แต่ถ้าอ่าน ขิต๊ะ โดยให้ taเป็นเสียงสูง ก็จะแปลว่า ทิศเหนือ
เป็นต้น
การละเสียงสระ
สระ i.u.เมื่ออยู่ระหว่างพยัญชนะ k-,s-,sh-,ts-,ch-,h-,เกือบจะไม่ออกเสียงเลย
แต่เวลาเขียนต้องคงไว้
|